Sunday, January 29, 2012

เทวทูต 4

พุทธประวัติ

เทวทูต 4


          ทรงหยั่งเห็นความแก่ ความเจ็บ ความตาย ครอบงำมหาชนอยู่ทุกคน ไม่ล่วงพ้นไปได้ เป็นอย่างนั้น เพราะโทษที่ได้ฟังคำสอนของนักปราชญ์ เห็นผู้อื่นแก่ เจ็บ ตาย ย่อมเบื่อหน่ายเกลียดชัง ไม่คิดถึงตัวว่า จะต้องเป็นเหมือนอย่างนั้นบ้าง เมาอยู่ในวัย ในความไม่มีโรค และในชีวิต เหมือนหนึ่งเป็นคนจะไม่ต้องแก่ เจ็บ ตาย มีแต่ขวนขวายหาของอันมีสภาวะเช่นนั้น ไม่คิดอุบายเครื่องพ้นบ้างเลย ถึงพระองค์ก็มีอย่างนั้นเป็นธรรม แต่จะเกลียดเบื่อหน่ายเหมือนอย่างเขา ไม่สมควรแก่พระองค์เลย 


           เมื่อทรงดำริอย่างนี้แล้ว ก็ทรงบันเทาความเมา ๓ ประการ คือ เมาในวัย เมาในความไม่มีโรค และเมาในชีวิต กับทั้งความเพลิดเพลินในกามสมบัติเสียได้ จึงทรงดำริต่อไปว่า ธรรมดาสภาวะทั้งปวง ย่อมมีของที่เป็นข้าศึกแก่กัน เช่นมีร้อน ก็มีเย็นแก้ มีมืด ก็มีสว่างแก้ บางทีจะมีอุบายแก้ทุกข์ ๓ อย่างนั้นได้บ้างกระมัง ก็แต่ว่า การที่จะแสวงหาอุบายแก้ทุกข ์ ๓ อย่างนั้น เป็นการยากอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ยังอยู่ในฆราวาสวิสัย จะแสวงหาไม่ได้ เพราะฆราวาสนี้เป็นที่คับแคบนัก และเป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์อันทำใจให้เศร้าหมอง เหตุความรัก ความชัง ความหลง ดุจเป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นช่องว่าง พอเป็นที่แสวงหาอุบายนั้นได้ ทรงดำริอย่างนี้แล้ว ก็มีพระอัธยาศัยน้อมไปในบรรพชา ไม่ยินดีในฆราวาสสมบัติ 


           ครั้นทรงแน่พระทัยว่า เป็นอุบายให้แสวงหาธรรมเป็นเครื่องพ้นได้เช่นนั้น ก็ทรงโสมนัส เสด็จกลับพระราชวังในเวลาเย็น ด้วยพระเกียรติยศอันสูง เสด็จขึ้นประทับที่มุขปราสาทชั้นบน 


สังคมศึกษา ม.1
จาก  http://www.larnbuddhism.com/puttaprawat/prasut/

Saturday, January 28, 2012

พุทธประวัติ

พุทธประวัติ 

การประสูติ 


ดินแดนแคว้นสักกะในทางตอนเหนือของอินเดีย มีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นกษัตริย์ครองเมืองกบิลพัสดุ์ พระนางสิริมหามายาซึ่งเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า ครั้นที่พระมารดาทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ ตามประเพณีโบราณจะต้องไปประสูติพระราชโอรสที่บ้านเกิดเมืองนอนที่เมืองเทวทหะ ครั้นเดินทางไปถึงพรมแดนของเมืองกบิลพัสดุ์ก็ประชวรพระครรภ์และประสูิติพระโอรสในพระอริยาบถยืน โดยทรงเหนี่ยวที่กิ่งสาระที่สวนลุมพินีวัน ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หลังจากนั้นพระราชโอรสได้ดำเนินไปเป็นจำนวน 7 ก้าว โดยมีดอกบัวมารองรับเท้า 


หลังจากนั้น 3 วัน อสิตดาบสได้เข้าเฝ้าชมพระบารมีและทำนายพระลักษณะว่าพระกุมารนี้


"ถ้าครองราชย์สมบัติ จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์ทั้งปวง 


ถ้าเสด็จออกผนวชจะเป็นศาสดาเอกของโลก" 


หลังจากประสูติได้ 7 วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต และหลังจากนั้น 7 ปี พระราชโอรสถูกส่งเข้ารับการศึกษาในสำนักครูวิศวามิตรจนจบหลักสูตร และเมื่อพระชนมายุ 16 พรรษาก็ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา มีพระโอรสหนึ่งองค์ชื่อ ราหุล


สังคมศึกษา ม.1

ความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อสังคมไทย



ความสำคัญของพุทธศาสนาต่อสังคมไทย

ความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อสังคมไทย มีดังนี้
       
1.  พระพุทธศาสนามีความสำคัญต่อสังคมไทยในฐานะเป็นศาสนาประจำชาติ  
พระพุทธศาสนาถือเป็นศาสนาประจำชาติของไทยเนื่องจากประชาชนชาวไทยถึงร้อยละ 95 นับถือพระพุทธศาสนาโดยมีหลักฐานคือ
1.1  ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนาโดยมีการนับถือสืบต่อมาจากบรรพบุรุษแสดงว่าพุทธศาสนาได้วางรากฐานฝังลึกในดินแดนไทยอย่างมาก
1.2  พระพุทธศาสนาเป็นที่มาของวัฒนธรรมไทย วิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยในเกือบทุกด้านมีความผูกพันกับคำสอนของพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งตั้งแต่ ค่านิยม ความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆ เป็นต้น
1.3  พระมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน     นับถือพระพุทธศาสนาถือหลักทศพิธราชธรรมในการปกครองประเทศ

2.  พระพุทธศาสนามีความสำคัญในฐานะเป็นสถาบันหลักของสังคมไทย 
                2.1  พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง หลักคำสอนของพุทธศาสนาที่สอนให้ศาสนิกชนเป็นคนที่ เอื้อเฟื้อ รู้จักความสามัคคีกัน ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้สังคมไทยเกิดความมั่นคงและสันติสุข
2.2  พระพุทธศาสนากับการศึกษา ตั้งแต่อดีตวัดจะเป็นสถานที่ที่สำคัญของไทยที่เยาวชนเข้าไปศึกษาหาความรู้ด้านต่างๆ และมีความสำคัญต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
2.3  พระพุทธศาสนากับคุณธรรมจริยธรรมของสังคมไทย  โดยการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนให้สูงขึ้นซึ่งจะช่วยให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญ เพราะอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนและประชาชนส่วนใหญ่มีความศรัทธา โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน

3. พระพุทธศาสนามีความสำคัญในฐานะเป็นสภาพแวดล้อมในสังคมไทย  
    พอสรุปได้ดังนี้
3.1  พระพุทธศาสนามีความสำคัญต่อสภาพแวดล้อมทางด้านสถาปัตยกรรม ในการสร้างโบสถ์วิหาร ก็จะแฝงแนวคิดของพระพุทธศาสนาไว้ด้วย
3.2  พระพุทธศาสนามีความสำคัญต่อทางด้านภาษาไทย  ที่นำเอาภาษาบาลีมาปะปนในระยะแรงทางด้านวรรณกรรม ที่วรรณคดีส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
3.3  พระพุทธศาสนามีความสำคัญต่อระบบความเชื่อ ความคิด และลักษณะวัฒนธรรมประเพณีของคนไทย ทำให้เกิดเอกลักษณ์ที่เป็นของคนไทยโดยเฉพาะ เป็นต้น                       

สังคมศึกษา ม.1

การสังคายนาพระไตรปิฎก


การสังคายนาพระไตรปิฎก 


           สังคายนาพระธรรมวินัย หมายถึง การรวบรวม ตรวจสอบ ชำระพระธรรมและพระวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนหรือบัญญัติไว้

            ตามประวัติศาสนา การเกิดพระไตรปิฎกเริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ โดยพระพุทธองค์ทรงแนะนำให้สาวกรวบรวมพระพุทธภาษิตของพระองค์จัดเป็นหมวดหมู่ด้วยการซักซ้อมข้อที่ท่องจำกันมาให้เป็นที่เข้าใจ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการรวบรวมเป็นตำราการท่องจำ ทั้งนี้เพราะเจ้าลัทธินิครนถ์ ชื่อ นิครนถนาฏบุตร สิ้นชีวิตลง พวกสาวกเกิดแตกกัน พระจุนทะเถระน้องชายพระสารีบุตรกลัวจะเกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นกับพระพุทธศาสนา จึงไปเล่าให้พระสารีบุตรและพระอานนท์ฟัง ทั้งสองจึงกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้รวบรวมพระธรรมวินัยเป็นหมวดหมู่และเป็นข้อๆ เมื่อมีการซักซ้อมท่องข้อธรรมเหล่านี้ พระพุทธองค์ก็ตรัสรับรองว่าถูกต้อง จึงนับได้ว่าเป็นการสังคายนาหรือการรวบรวมข้อธรรมของพระพุทธเจ้าครั้งแรก ซึ่งปรากฏอยู่ในรูปของพระธรรมกับพระวินัย


การสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ 1  พระมหากัสสปเถระได้คิดทำการสังคายนาเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 3 เดือน โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ณ ถ้ำสัตตบรรณ เชิงเขาเวภาระ กรุงราชคฤห์ อาณาจักรมคธ มีพระอรหันต์มาร่วมประชุม 500 รูป

การสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ 2  จัดทำขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 100 ปี เนื่องจากมีพวกภิกษุชาววัชชีกลุ่มหนึ่งปฏิบัติผิดพระวินัย เช่น ฉันอาหารเลยเวลาเที่ยงวัน เป็นต้น พระยสถากรัฑบุตรซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่เห็นว่าหากปล่อยให้มีการประพฤติผิดพระวินัยเช่นนี้อาจเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อม จึงเสนอให้ทำสังคายนาโดยพระสัพพากามีเถระเป็นองค์ประธาน พระเรวัตเถระและพระอรหันต์มาประชุมร่วมกัน 700 รูป โดยพระเจ้ากาลาโศกราชของอาณาจักรวัชชีเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ในการประชุมสงฆ์ครั้งนี้ทำให้คณะสงฆ์แตกออกเป็น 2 นิกาย คือ นิกายมหาสังฆิกะของภิกษุชาววัชชี กับนิกายเถรวาทของพระสัพพกามีเถระ

การสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ 3 จัดทำขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 3 เนื่องจากได้มีนักบวชนอกศาสนาปลอมตัวมาบวชเพื่อหวังในลาภสักการะ สร้างความเดือดร้อนระส่ำระสายแก่พระภิกษุเป็นจำนวนมาก พระเจ้าอโศกมหาราชมีพระราชประสงค์จะชำระสะสางคณะสงฆ์ให้บริสุทธิ์ จึงอาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานทำสังคายนา ณ กรุงปาตลีบุตร แคว้นมคธ  ภายหลังการสังคายนา พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งสมณทูตจำนวน 9 คณะแยกย้ายไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่างๆ เช่น พระมหารักขิตเถระไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่กรีก พระมัชฌิมเถระไปที่เนปาล พระโสณเถระและพระอุตตรเถระไปที่สุวรรณภูมิ พระมหินทรเถระไปที่ลังกา เป็นต้น ส่งผลให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก

การสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ 4 – 5 – 6  ในประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาจะมีการนับจำนวนครั้งที่สังคายนาแตกต่างกันไป สำหรับประเทศไทย ถือว่าครั้งที่  4 – 5 – 6  และ 7  ทำการสังคายนาในลังกาและได้มีการแปลและเรียบเรียงอรรถกถา คือ คำอธิบายพระไตรปิฎกเป็นภาษบาลี ครั้งที่ 8-9 ทำในประเทศไทย โดยครั้งที่ 8 ได้มีการชำระอักษรพระไตรปิฎกและจารึกลงในใบลานที่เมืองเชียงใหม่ ในสมัยพระเจ้าติโลกราช ส่วนครั้งที่ 9 คือในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้มีการจารึกตัวอักษรลงในใบลานอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาได้มีการจัดพิมพ์เป็นเล่มในสมัยรัชกาลที่ 5  และในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้โปรดเกล้าฯให้ตีพิมพ์ใหม่เป็นพระไตรปิฎกฉบับที่สมบูรณ์เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 6 เรียกว่า พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ พิมพ์ครบชุด 45 เล่ม และส่งไปเผยแผ่ยังต่างประเทศ ถือได้ว่าเป็นหลักในการจัดแบ่งเล่มพระไตรปิฎกในประเทศไทยในปัจจุบัน

สังคมศึกษา ม.1
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : maceducation.com